ยินดีต้อนรับแฟนคลับของ ซูโหย่วเผิง และ องค์หญิงกำมะลอ
« แปลบทความใน UNO MAGAZINE ... »

Welcome Guest. Please Login or Register.
Sept 3, 2010, 12:30pm




ยินดีต้อนรับแฟนคลับของ ซูโหย่วเผิง และ องค์หญิงกำมะลอ :: Alec's update :: Alec's news :: แปลบทความใน UNO MAGAZINE ...
   [Search This Thread][Send Topic To Friend] [Print]
 AuthorTopic: แปลบทความใน UNO MAGAZINE ... (Read 269 times)
P'Ya
Administrator
*****
member is offline

[avatar]

[msn]

Joined: Dec 2006
Gender: Female
Posts: 489
Karma: 10
 แปลบทความใน UNO MAGAZINE ...
« Thread Started on Dec 6, 2007, 12:23pm »

[image]


ต่อจากนี้เป็นบทแปลของบทความที่ลงในหนังสือ UNO Magazine เล่มล่าสุด(เดือนธันวาคม2007)
หมอเจนี่ได้ช่วยแปลเป็นภาษาไทยให้พวกเราได้อ่านกันว่า เขากล่าวถึงซูโหย่วเผิงอย่างไรบ้าง...


ตอนที่ 1 อิสระของผม


ซูโหย่วเผิงดูเหมือนว่าเขาเป็นคนค่อนข้างรักอิสระ (สันโดษ) ทำให้เป็นไปได้ยากที่เราจะนำเรื่องของเขามาเรียบเรียงเป็นเรื่องราวแม้กระทั่งในแง่ลบของเขาก็ตาม แต่ถ้าคุณลองมองหรือสังเกตเค้าดีๆ ภายใต้ลักษณะความเป็นมิตรของเขา เช่นการยิ้ม ได้บ่งบอกถึงบุคลิกภาพ ความเป็นตัวตน และความดื้อรั้นของเขาได้เหมือนกัน ซึ่งความเป็นตัวของตัวเองนั้นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายและไม่ได้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนกันได้ง่ายๆ ในวงการบันเทิงโดยเฉพาะบุคคลที่มีชื่อเสียงมากๆยากที่จะแสดงความเป็นตัวตนของเขาออกมา
สรรพสิ่งทุกอย่างพระผู้เป็นเจ้ามักไม่ให้คนส่วนใหญ่มีพร้อมทั้งรูปร่างภายนอกและความฉลาด (IQ) ไปพร้อมกัน แต่ว่าสำหรับซูโหย่วเผิงแล้วเค้ามีทั้งสองอย่างนี้ในเวลาเดียวกัน

ถ้าซูโหย่วเผิงเป็นคนธรรรมดาทั่วไป เขาก็ยังคงนับว่าเป็นคนที่โดดเด่น วัยเด็ก เขาเป็นนักเรียนที่เชื่อฟังคำสั่งสอนและตั้งใจเรียน แม้ว่าเวลาส่วนใหญ่ในวัยนั้นของเขาจะต้องทำงานในวงการบันเทิง แต่เขาก็ยังสามารถสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติของไต้หวันได้ ศิลปินคนหนึ่งพูดถึงซูโหย่วเผิงว่า “เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริงๆ แม้ว่าซูโหย่วเผิงจะอยู่ท่ามกลางการจับตามองอย่างมาก แต่เค้าก็ยังสามารถที่จะทำมันได้ ผมอยากรู้ว่าเขามีทัศนคติต่อความเปลี่ยนแปลงที่นำเขาไปสู่ความสำเร็จนี้ได้อย่างไร” ถ้าเขาจะพูดว่ามันคืองานอย่างหนึ่งที่เขาจะต้องทำให้สำเร็จแล้ว แต่ก็กล่าวได้ว่าเขาสามารถทำมันได้โดยไม่มีปัญหา เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์จริงๆ
ซูโหย่วเผิงเป็นคนที่ดูรักสงบ (สันโดษ) แต่เต็มไปด้วยความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆได้ดี ดังจะเห็นได้จากการจัดการกับชีวิตของเค้าในทุกสถานการณ์ ซึ่งถือได้ว่ามันเป็นความสุขแบบหนึ่งหนึ่งที่คนเราที่ต้องการประสบความสำเร็จ (มีชื่อเสียง) ยากที่จะทำมันได้



ตอนที่ 2 มนุษยสัมพันธ์



ช่วงบ่ายของวันที่อากาศแจ่มใส ซูโหย่วเผิงใส่หมวกแก๊ปสีกากีเดินเข้ามาที่กองถ่ายภาพ ผมเคยเห็นหมวกใบนี้ (จากรูปถ่าย) ตามบล็อกหรือตามที่เค้าให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์ทั่วไป ซึ่งตอนนี้ผมก็ได้พบกับเค้าจริงๆและได้พูดคุยทำความสนิทสนมกับเค้า ซูโหย่วเผิงเป็นดาราที่ไม่ถือตัวเหมือนดาราบางคน ไม่ว่าเค้าจะแต่งตัวอย่างไรหรือการแต่งตัวของเค้าจะไม่ถูกใจคนบางคน แต่มันก็ไม่ทำให้เค้ารู้สึกเบื่อ (รำคาญ) ในทางตรงกันข้ามเขาชอบหมวกเก่าๆใบนี้ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามถ้าคุณได้ติดตามเขาตลอดเวลา และถ้าคนคนนั้นไม่เป็นคนใจแข็งหรือมีทิฐิแล้ว ผมว่าเขาแสดงออกกับทุกคนเหมือนๆกัน
ซูโหย่วเผิงให้ความสำคัญและความสุภาพกับทุกคน ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่ซื้อใจคนทั่วๆไปได้ นอกจากนี้ ถ้าดาราเป็นเหมือนเพื่อนคุณ และสำหรับพวกเขาแล้วนั้นคุณเองก็ต้องไม่ละลาบละล้วงหรือถามคำถามเขาในสิ่งที่คุณอยากรู้ แน่นอน คุณจะต้องไม่ทำให้เขาลำบากใจเวลาคุยกับคุณ คุณต้องการแค่ที่จะพูดคุยกับเขา เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก
ถ้าซูโหย่วเผิงเติบโตมาในวงการบันเทิงและความเป็นส่วนตัวของเขาได้ลดน้อยลงแล้ว พวกเราควรจะคิดว่าเขา “เป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา” ดังจะเห็นได้จากแฟนเพลงของซูโหย่วเผิงที่ร้อง ตะโกนว่า “ ไม่ว่าก่อนหน้านี้หรือต่อจากนี้ไป พวกเราก็จะรักโหย่วเผิงมากที่สุด”
แฟนๆเหล่านี้รักโหย่วเผิงไม่เสื่อมคลายและรักเค้าแม้ว่าเค้าจะไม่ได้เป็นดารานักแสดง ดังจะเห็นได้จาก พวกเค้าได้เขียนว่า “ในภายภาคหน้า ถ้าซูโหย่วเผิงออกจากวงการบันเทิงไป พวกเค้าก็ยังคงติดตามซูโหย่วเผิงต่อไป ในระยะเวลาที่ผ่านมาแฟนๆของเค้าสร้างสัมพันธภาพกับเค้าโดยไม่ได้คิดว่าเค้าเป็นดารา แต่เป็นสมาชิกในครอบครัว เป็นเพื่อน เป็นพี่ชายหรือแม้กระทั่งเป็นคุณครู ”
ซูโหย่วเผิงไม่เหมือน Takeshi Kaneshiro (จินเฉิงอู่) เค้าไม่ได้เป็นคนที่หยิ่งและถือตัว ซูโหย่วเผิงเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีกับคนอื่น ถูกต้อง พวกเรากำลังพูดถึง “ความสัมพันธ์” ไม่ใช่ “การเป็นที่ยอมรับ” (คำสองคำนี้เป็นคำที่มีความหมายเหมือนกันใช้แทนกันได้) การเป็นที่ยอมรับ ก็เปรียบเหมือนภาพของคุณในกระจก อยู่ในนั้นแต่ยากที่จะไปถึง แต่ความสัมพันธ์กับผู้อื่นมันขึ้นอยู่กับว่าคุณกระทำกับพวกเค้าอย่างไร “ในความคิดเห็นของคุณ คุณว่าคุณเป็นคนยังไง?”
“ผมคิดว่าผมเป็น yuppie เพราะว่าผมไม่มีกล้ามและก็ไม่เซ็กซี่เลย ไม่ได้เป็นคนที่โหดร้ายหรือเย็นชาจนเกินไปแต่ผมก็มีบางสิ่งที่หลายๆคนทำไม่ได้”
“คุณเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีนะ”, ผมหัวเราะ
“จริงเหรอ? (หัวเราะ) ผมว่าคุณเข้าใจดีกว่าผมอีกนะ แล้วคุณยังมาถามผมทำไม”
ภายใต้เสียงหัวเราะของเค้านั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองและการรู้จักคิดของเค้า///




หมายเหตุ : บทความนี้ยังมีอีก3ตอนนะคะ จะทะยอยนำลงในอีก2-3วันนี้ค่ะ
ขอขอบคุณหมอเจนี่ที่อุตส่าห์ใช้เวลาว่างอันน้อยนิดมาช่วยบ้านเราให้น่าอยู่เช่นนี้นะคะ[image]
« Last Edit: Dec 6, 2007, 10:20pm by janie »Link to Post - Back to Top  IP: Logged
thip
เริ่มทำความรู้จัก
**
member is offline





Joined: Dec 2006
Posts: 54
Karma: 10
 Re: แปลบทความใน UNO MAGAZINE ...
« Reply #1 on Dec 6, 2007, 8:49pm »

ขอบคุณพี่ยา และหมอเจนี่มากนะคะ
Link to Post - Back to Top  IP: Logged
noi1956
รู้จักชื่อ-แซ่
***
member is offline

[avatar]

AV.....LOVER!!!



Joined: Jun 2007
Gender: Female
Posts: 145
Karma: 0
 Re: แปลบทความใน UNO MAGAZINE ...
« Reply #2 on Dec 7, 2007, 7:49am »

อ่านบทสัมภาษณ์ที่แปลออกมาแล้ว รู้สึกว่าเผิงน่ารักจริงๆ

ยังเหลืออีก 3 บท ไม่รู้ว่าจะน่ารักอีกมากมายขนาดไหน

แฟนๆเหล่านี้รักโหย่วเผิงไม่เสื่อมคลายและรักเค้าแม้ว่าเค้าจะไม่ได้เป็นดารานักแสดง ดังจะเห็นได้จาก พวกเค้าได้เขียนว่า “ในภายภาคหน้า ถ้าซูโหย่วเผิงออกจากวงการบันเทิงไป พวกเค้าก็ยังคงติดตามซูโหย่วเผิงต่อไป ในระยะเวลาที่ผ่านมาแฟนๆของเค้าสร้างสัมพันธภาพกับเค้าโดยไม่ได้คิดว่าเค้าเป็นดารา แต่เป็นสมาชิกในครอบครัว เป็นเพื่อน เป็นพี่ชายหรือแม้กระทั่งเป็นคุณครู ”

ประโยคนี้ แสดงให้เห็นว่าเผิงเป็นอะไรที่เยี่ยมยอด และน่ารักมากๆ...

ขอบคุณหมอเจนี่ที่แปลให้พวกเราได้อ่าน ขอบคุณพี่ยาที่เอามาลงให้ได้อ่านค่ะ
« Last Edit: Dec 7, 2007, 7:51am by noi1956 »Link to Post - Back to Top  IP: Logged

[image]
76ers
รู้จักชื่อ-แซ่
***
member is offline

[avatar]

[msn]

Joined: Sept 2007
Gender: Female
Posts: 157
Location: bangkok
Karma: 0
 Re: แปลบทความใน UNO MAGAZINE ...
« Reply #3 on Dec 7, 2007, 8:39am »

ขอบคุณจ้าพี่ยาและหมอเจนนี่ เดี๋ยวจะมาอ่านต่อนะ...ไปทำงานก่อนจ้า อ่านตอนที่ 1 เดี๋ยวตอนที่ 2 จะมาอ่านต่อจ้า
Link to Post - Back to Top  IP: Logged

76ers
P'Ya
Administrator
*****
member is offline

[avatar]

[msn]

Joined: Dec 2006
Gender: Female
Posts: 489
Karma: 10
 Re: แปลบทความใน UNO MAGAZINE ...
« Reply #4 on Dec 8, 2007, 11:08pm »

[image]

ตอนที่ 3 การผลัดเปลี่ยน



ถ้าคุณเกิดในช่วงระหว่างปลายศตวรรษที่ 17 และต้นศตวรรษที่ 18 คุณต้องเป็นแฟนเพลงของ “Little Tigers” ไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง ดังนั้นเมื่อคุณโตขึ้นแล้วคุณทิ้งเทปหรือโปสเตอร์เก่าๆ คุณก็จะค่อยๆลืมช่วงเวลาของความน่ารักของวงๆนี้ไป แต่ซูโหย่วเผิงยังมีชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป
ดาราที่เป็นขวัญใจหลายๆคนจะได้รับความยากลำบากหลังจากที่โด่งดังมาระยะเวลาหนึ่ง ช่วงเวลานั้นก็มาถึง หลังจาก “Little Tigers” แยกวงกันไปและเขาต้องการให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ช่วงนั้นซูโหย่วเผิงรู้สึกสับสนในชีวิต “ช่วงเวลานั้น ผมไม่รู้ว่าผมจะทำยังไง ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ไม่รู้ว่าที่ไหนคือทางเดินสำหรับผม ถ้าตอนนั้นไม่ว่าใครก็ตามเรียกผมว่า ‘ไกวไกวหู่’ (เสือเชื่องน้อย) ผมจะหันกลับไปอย่างไม่พอใจ เพราะผมไม่ใช่ ‘ไกวไกวหู่’ อีกต่อไปแต่คนส่วนใหญ่ยังต้องการหรือยึดติดให้ผมเป็นอย่างนั้น ผมกำลังต่อสู้เพื่อหาทางเดินชีวิตใหม่โดยไม่นึกถึงความรุ่งโรจน์ที่เคยมีมาในอดีต”
ซูโหย่วเผิงได้อธิบายถึงช่วงเวลานั้นของเค้าในชีวประวัติของเค้า (น่าจะเป็นหนังสือค่ะ ชื่อ The locus of Youth) เขาต้องออกจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของไต้หวันและไปที่ประเทศอังกฤษ ไม่คิดถึงอะไรและกลับมาอีกครั้ง
บางคนพูดว่า ถ้าคุณเป็นเด็กผู้ชาย คุณต้องวิ่งต่อไป ทำงานที่ได้รับมอบหมาย และต้องทำมันให้สำเร็จด้วยความพยายาม ยึดมั่น และความตั้งใจอย่างแรงกล้า ซูโหย่วเผิงนั่งอยู่ข้างหน้าผมด้วยรอยยิ้มและดวงตาที่จริงใจ ผมรู้ว่าเขาไม่ต้องการที่จะนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้นผมจึงถามเค้าเล่นๆว่า “พวกเรายังคงชอบเรียกคุณว่า ‘ไกวไกวหู่’ เพราะรู้สึกน่ารักน่าเอ็นดู หวังว่าคุณคงจะไม่หันมาอย่างไม่พอใจ” เขายักไหล่พร้อมกับยิ้ม “ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ”
เมื่อเขาเดินออกไป คุณคงไม่ปฏิเสธว่ามันทำให้คุณรู้สึกสับสน มาถึงวันนี้และมองกลับไป โหย่วเผิงมีความรู้สึกจนไปถึงประสบการณ์ต่างๆที่ดี “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่แหละที่มันคือความสำเร็จ กระบวนการ(เรื่องราว)ที่มีหลายรสชาติ ได้รับและต้องสูญเสียอะไรไปมาก ไม่ว่ามันจะเป็นของขวัญจากพระเจ้าหรือไม่ แต่ทุกวันนี้เมื่อเวลาผมเดินไปในที่ต่างๆและได้พูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก ซึ่งพวกเค้าเหล่านั้นเติบโตมาพร้อมกับเพลงของ “Little Tigers” นั่นแหละที่ผมจะพูดว่าคือคำอวยพรจากพระเจ้า”



[image]



ตอนที่ 4 นายแบบชาย


ซูโหย่วเผิงไม่เหมือนดาราคนอื่นๆเขาไม่เคยเสแสร้งหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ จริงๆแล้วเขาเป็นคนค่อนข้างเปิดเผย จริงใจมาก แทบจะไม่มีอะไรเลยที่เขาไม่สามารถพูดได้ ถ้าคุณรู้จักเขาดีพอจริงๆแล้ว เขาไม่ใช่ “เสือเชื่องน้อย”
ถ้าคุณได้พบกับซูโหย่วเผิงไม่ว่าที่ไหนก็ตาม คุณจะพบว่าเค้าเป็นคนมีเสน่ห์ เขารักที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จอย่างมีความสุขและทำงานกับเพื่อนร่วมงานโดยปราศจาก ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจหรือความกดดัน เขาได้หลักของการทำงานเหล่านี้มาพร้อมกับการเติบโตขึ้นของเขา
“จริงๆแล้วผมก็เป็นคนดื้อ หรือหัวรั้น บุคคลที่มีนิสัยดื้อรั้นมักจะต่อต้านกฎระเบียบของสังคม ความกดดัน และการนึกถึงคนอื่น ผมก็มีสิ่งเหล่านี้ (นิสัย) อย่างไรก็ตามผมก็เรียนรู้เพื่อที่จะควบคุมมัน ผมสามารถใช้ทางอื่นที่แสดงความเป็นตัวผม แต่ผมไม่ได้บอกว่าความดื้อรั้นของผมมันจะหายไปสักทีเดียว”
เขารักมาดอนน่าเหมือนกับที่แฟนๆรักเขาเนื่องมาจากการเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ “ผมรักมาดอนน่าเพราะเธอต้องเผชิญกับสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเธอ เธอมักจะเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยความดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเติมเต็มในความดื้อรั้นของผม ในชีวิตคนเรา มักจะถูกสั่งสอนให้ประพฤติอยู่ในศีลธรรม ด้วยสิ่งต่างๆรอบตัวซึ่งมาดอนน่าแล้ว เธอไม่กลัวอะไร มันจึงทำให้รู้สึกดีเวลาเห็นเธอทำสิ่งเหล่านี้ หลังจากที่ผมกลายจากเด็กนักเรียนธรรมดามาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง ด้วยความมีชื่อเสียงเหล่านี้ ผมจึงได้เข้าใจผู้หญิงดีขึ้น เธอเป็นนักแสดงที่ดี มีผลงานภาพยนต์หลายเรื่องภายใต้ความกดดันของเธอ”
อีกเหตุผลหนึ่งที่ซูโหย่วเผิงรักดาราในดวงใจของเค้าอันเนื่องมาจากความทรงจำเก่าๆ เมื่อ 20 ปีที่แล้วเพลงของมาดอนน่าส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขา เวลานั้น เมื่อเขาได้ฟังเพลงในอัลบั้มของ Jacky Cheung (จางเซียะโหย่ว) มันทำให้เขารู้สึกดี และในความเป็นจริงแล้ว เพลงเหล่านี้มีส่วนช่วยในชีวิตของใครหลายคน
“จริงๆแล้ว สิ่งที่น่ายกย่องก็คือการทำงานที่ให้ประโยชน์กับคนอื่นเพราะว่ามันสามารถทำให้คนมีความสุข ในความคิดเห็นของผม สิ่งเหล่านี้ (ทำงานที่ให้ประโยชน์กับคนอื่น) คือสิ่งที่เรียกว่างานจริงๆ”
ทุกวันนี้ ไม่ว่า ซูโหย่วเผิงจะไปที่ไหนเขาจะพก i-pod ไปกับเขา “ผมจะตายแน่ๆถ้าไม่มีดนตรี” เขากล่าว



[image]

ตอนที่ 5 ความสุขของชีวิต


เมื่อ 3 ปีที่แล้วซูโหย่วเผิงเคยให้สัมภาษณ์ว่า 95% ของเวลาทั้งหมดของเขานั้นหมดไปกับการทำงาน เขาก็เปรียบได้กับวัวที่ต้องไถหญ้าไปเรื่อยๆ ตลอดเวลาเขาถูกปลูกฝังให้เป็นอย่างนี้ นั่นคือ การทำงานเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิต

เป็นหลักการที่เหลือเชื่อ! อายุ 15 ปี เขาได้เข้ามาในวงการบันเทิง มันทำให้เวลาของเขาส่วนใหญ่หมดไปกับการแสดงภาพยนตร์ แล้วเขารู้สึกอย่างไร “ใช่ ผมใช้เวลามากว่าครึ่งชีวิตของผมเพื่อทำในสิ่งที่ทุกคนยกย่อง แต่ในความคิดเห็นของผมแล้ว คนอื่นๆไม่สามารถที่จะเข้าใจการใช้ชีวิตแบบนี้หรอก แม้ว่ามันจะดูสวยงามแต่มันก็ต้องแลกกับบางสิ่ง” เขากล่าวพร้อมกับหัวเราะ

“เมื่อคนเรามาถึงจุดๆหนึ่งที่อิ่มตัว พวกเค้าก็ต้องการที่จะจัดการชีวิตของเค้า เมื่อก่อน การทำงานเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผม แต่ว่าตอนนี้ ผมสามารถบอกคุณได้เลยว่า ‘ชีวิตมันไม่ใช่ความมีชีเสียงหรือการทำงานทั้งหมดหรอก’ ตอนนี้ ผมรู้สึกมีความสุขในชีวิตเมื่อเวลาผมกลับไปหาเพื่อนเก่าๆหรือกลับไปพูดคุยกับคนที่บ้านของผม”

“ในบางครั้ง คุณก็ดูไม่จริงจังกับการทำงานของคุณ” “ใช่ ผมจะไม่จริงจังกับมันมากเกินไป (หัวเราะ) ตอนนี้ ผมรู้สึกมีความสุข ผมจะรับงานที่มันน่าสนใจ ไม่มีภาพยนต์ที่จะสร้างรายได้ และนั่นก็คือเหตุผลที่ผมไม่แสดงภาพยนตร์มามากกว่า 1 ปี อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หมายความว่าผมเป็นคนเหลวไหลนะ ผมก็ยังคงพยายามกับทุกสิ่งในชีวิตอยู่”

ทัศนะคติของการมีชื่อเสียงของเขาก็มาถึงจุดอิ่มตัว “แน่นอนการมีมันเป็นเรื่องที่ดี แต่มันก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง และมันก็ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยมีชื่อเสียงมาก่อน แต่ผมรู้ว่าผมรู้สึกรักหรือชอบอะไรมากกว่า มันอาจจะไม่มีความสุขเหมือนคนข้างนอกคิด ดังนั้น ผมจะบอกกับเพื่อนๆผมหลายคนว่า ชีวิตมันไม่ได้หมายถึงแค่การเปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ทุกคนยอมรับ ชีวิตประกอบไปด้วยหลายส่วน บางครั้งชีวิตก็คือสิ่งมันเกิดขึ้นโดยยากที่จะคาดเดา / ความมีศีลธรรมเช่นเดียวกับครอบครัว / เพื่อน / ความรัก / การแต่งงาน / และการมีลูก เมื่อคุณนำทุกสิ่งมารวมกัน คุณจะได้ความเป็นตัวคุณ ความมีชื่อเสียงนั้น คุณไม่สามารถที่จะขาดสิ่งเหล่านี้ได้เลย”

เขารู้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยขาดสิ่งเหล่านี้ไป ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะเติมเต็มสิ่งเหล่านี้ เขากลับไปเรียนในคอร์สการออกแบบเวปไซด์ เขาก็เหมือนกับนักเรียนทั่วๆไปที่นั่งเรียนใน Dreamweaver course โดยฟังอาจารย์บรรยายอย่างตั้งใจ

เขารักการเดินทางเพราะมันทำให้เขามีความสุข และเขาก็ยังไปในที่ต่างๆเพื่อค้นหาอิสระโดยท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ “บางครั้งก็ไปและในบางครั้งก็กลับมา” และนี่ก็คือสิ่งที่ซูโหย่วเผิงคิดทุกวันนี้ เมื่อเมล็ดพันธุ์เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่ เมื่อนั้นต้นไม้ก็จะเต็มไปด้วยใบไม้.... เขาได้พบกับอิสระแล้ว////




(จบบทความจ้ะ)
« Last Edit: Dec 8, 2007, 11:12pm by P'Ya »Link to Post - Back to Top  IP: Logged
noi1956
รู้จักชื่อ-แซ่
***
member is offline

[avatar]

AV.....LOVER!!!



Joined: Jun 2007
Gender: Female
Posts: 145
Karma: 0
 Re: แปลบทความใน UNO MAGAZINE ...
« Reply #5 on Dec 9, 2007, 12:10pm »

รออ่านบทความที่แปลแล้ว เอามาลงให้พวกเราได้อ่าน รู้สึกว่าถ้าทุกคนที่ได้อ่าน

น่าจะมีความรู้สึกเหมือนๆกัน คือความรู้สึกที่ดีๆ กับผู้ชายที่ชื่อ ซูโหย่วเผิง แน่ๆ....

ขอบคุณอีกครั้งทั้งผู้แปล คือ หมอเจนี่ ที่สละเวลามาแปล และผู้นำเสนอ คือ พี่ยา....
Link to Post - Back to Top  IP: Logged

[image]
cupida79
คนผ่านมา
*
member is offline





Joined: Jan 2007
Posts: 17
Karma: 0
 Re: แปลบทความใน UNO MAGAZINE ...
« Reply #6 on Dec 9, 2007, 12:18pm »

ขอบคุณหมอเจนี่และพี่ยามาก ๆ ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ จะได้มีกำลังใจมาแปลงานของอาเผิงให้พวกเราได้อ่าน ได้ชมกัน ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
Link to Post - Back to Top  IP: Logged
   [Search This Thread][Send Topic To Friend] [Print]



Google
Webalecfanclub.proboards.com
Click Here To Make This Board Ad-Free


This Board Hosted For FREE By ProBoards
Get Your Own Free Message Boards & Free Forums!
Terms of Service | Privacy Policy | Report Abuse | Mobile